Lean Transformation : ลด เพื่อเพิ่ม , ลดต้นทุนเพื่อคุณภาพสูงสุด ทำได้จริงหรือ อย่างไร ?

Lean Transformation : ลด เพื่อเพิ่ม , ลดต้นทุนเพื่อคุณภาพสูงสุด ทำได้จริงหรือ อย่างไร ?

  สัมมนานี้มีคำตอบ……….

 

Lean process เป็นวิวัฒนาการกระบวนการผลิตล่าสุดของมวลมนุษยชาติ ที่ไม่มีองค์กรธุรกิจใดในโลกที่จะหลีกเลี่ยงไม่นำมาใช้ได้ มีชาวอินเดียได้ให้นิยามความหมายของ Lean ไว้อย่างเข้าใจได้ง่ายว่า Lean is learning to see wastes by continuously improving everything ซึ่งแปลว่า Lean คือการเรียนรู้เรื่องความสูญเสียโดยการปรับปรุงทุกอย่าง อย่างต่อเนื่อง Lean จึงเป็นกระบวนการที่มุ่งขจัดความสูญเสีย 8 ประการ

Photo credit : www.tgi.or.th

 

แนวคิด Lean คือการเปลี่ยนจากความสูญเปล่าไปสู่คุณค่าในมุมมองของผู้รับผลงาน ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไม่รู้จบ Lean ไม่ใช่เรื่องของการทํางานให้หนักขึ้นหรือเร็วขึ้น แต่เป็นการค้นหาความสูญเปล่าและเปลี่ยนให้เป็นคุณค่าที่ผู้รับผลงานของเราต้องการ Lean ไม่ใช่ชุดเครื่องมือสําเร็จรูป แต่เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่าง แนวคิด กิจกรรม และวิธีการที่จะช่วยผลักดันให้วัฒนธรรมขององค์กรเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ผ่านการพัฒนาจิตสํานึกที่ดีและแนวคิดที่ถูกต้องในการทํางานแก่พนักงานทุกระดับ

อาจจะดูเป็นเรื่องที่ยาก แต่สัมมนานี้จะทำให้คุณเข้าใจมากขึ้น

Lean Transformation : การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปสู่ LEAN จะพาคุณไปทำความรู้จัก เข้าใจและเรียนรู้ Lean transformation ตั้งแต่การเริ่มต้นไปจนถึงการต่อยอดทางธุรกิจเพื่อเพิ่มระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าน โดยวิทยากรพิเศษ อาจารย์พิสิทธิ์ ชูยงค์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity improvement ขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาการค้า UNCTAD (United Nations Conference for Trade Development) และ USAID (United State Aid for International Development อาจารย์มีประสบการณ์ตรงจากการเคยเป็นวิศวกรอุตสาหการ ผู้จัดการฝ่าย Industrial engineering, Production manager, Factory manager, General manager, และวางระบบ Lean ในโรงงานมาตั้งแต่ปี 1987 นอกจากนี้ยังได้มีส่วนในการช่วยให้องค์กรอื่น ๆ นำแนวทางดังกล่าวไปปฏิบัติจนได้รับความสำเร็จอย่างมหาศาล โดยในการสัมมนาครั้งนี้ อาจารย์พิสิทธิ์ ชูยงค์ จะมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์กับท่านถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ในการทำความเข้าใจวัตถุประสงค์และพลังแห่งการปฏิบัติตามวิถีแห่งลีน

เคล็ดลับ “การเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจไปสู่ LEAN”  ทำให้ ท่านสามารถนำมาสร้างความสำเร็จกับองค์กรของท่านได้แนวคิดและข้อมูลที่นำเสนอ ในการสัมมนาครั้งนี้สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้ทุกประเภท นอกจากโรงงานแล้ว                          ยังรวมไปถึงธุรกิจบริการอย่างเช่น โรงพยาบาล ธนาคาร สถาบันการเงิน การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การก่อสร้างและอื่นๆ อีกมากมาย

เพราะ Lean กำลังจะเปลี่ยนการทำงานของโลก เราจึงต้องตามให้ทัน มาก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้พร้อมกัน

 

วันที่ 23 มีนาคม เวลา 08.00 – 17.00 น.
โรงแรม Holiday Inn Hotel ซอยสุขุมวิท 22
ราคาบัตร :Regular 7,500 บาท โปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 5 ใบแถม 1 ใบ ซื้อ 10 ใบแถม 3 ใบ

จองบัตรได้ที่ : tickettail.com/event/lean
สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการจองบัตร : 090-812-9339
สอบถามข้อมูลทั่วไป 02-513-0123 / 086-810-4434

Photo credit : www.intellimins.com

Photo credit : www.tickettail.com

Photo credit : www.leanofis.com

4 กลยุทธ์ธุรกิจที่ “เหมือนจะสำคัญ”

4 กลยุทธ์ธุรกิจที่ “เหมือนจะสำคัญ” (แต่จริงๆไม่ได้สำคัญนัก)

 

ก่อนที่จะอ่านเรื่องเหล่านี้ หลายๆคนอาจไม่เห็นด้วยกับบทความนี้ แต่นี่คือไอเดียหนึ่งที่เป็นเสียงสะท้อนจากความคิดของลูกค้าจริงๆ จนทำให้ผมต้อง “หยุดคิด” ทีเดียว

Kimanzi Constable นักเขียนและนักพูดระดับโลกคนหนึ่งใน Entrepreneur.comพูดไว้ได้น่าสนใจว่า
ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบการ เรามักจะมองหากลยุทธ์ที่จะช่วยให้ธุรกิจเราเติบโตอยู่เสมอ และในปัจจุบันข้อมูลต่างๆ ก็หาง่ายยยยสุดๆ แค่ google นิดเดียวก็เจอแล้ว ทว่าในความเป็นจริงแล้ว…. ถ้าข้อมูลอย่างเดียวมันเวิร์คก็คงรวยกันไปหมดแระ

วันนี้ผมจะพูดถึง 4 กลยุทธ์ทางธุรกิจที่เหมือนจะโคตรสำคัญ แต่จริงๆแล้วมันอาจเป็น “สิ่งรบกวน” ที่ทำให้คุณไปไม่ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้ก็ได้ ลองมาดูกันเลย

 

1. สร้าง Connection กับผู้มีอิทธิพล และผู้นำในอุตสาหกรรม

ในอดีต การสร้างคอนเน็คชั่นกับผู้มีอิทธิพลต่างๆ เป็นทางนึงที่จะสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะว่า influencers (ผู้มีอิทธิพล – นึกถึง คนดังๆ) มักจะมีเครือข่ายเยอะ แปลว่าคุณจะได้กระจายสื่อของคุณอย่างรวดเร็วด้วย

ประเด็นคือวิธีการนี้ ควรจะเป็นตัว “เสริม” ไม่ควรเป็นกลยุทธ์หลัก เพราะทุกวันนี้ influencers ทุกคนจะยุ่งกว่าเดิมมากกกกก, บางคน inbox เต็มตลอด, บางคนตอบ message ทั้งวัน และพวกเค้าก็ยังมีธุรกิจต้องดูแลอีกตะหาก คุณไม่จำเป็นต้อง connect กับคนเหล่านั้นเพียงอย่างเดียวเพื่อจะสร้างธุรกิจให้รวดเร็ว ในขณะที่ทุกคนวิ่งเข้าหา influencers คุณควรจะให้ความใส่ใจกับคุณค่าที่คุณจะสร้างมากกว่า แล้วเดี๋ยวโอกาสในการ connect จะมาเอง

2. Certificate ประกาศณียบัตรต่างๆในอุตสาหกรรม หรือในวิชาชีพ

ทุกวันนี้ คุณสามารถได้ certificate ทุกๆอย่างบนโลก มันไม่แปลกที่จะได้ certified บางอย่าง (certify ด้านประกันของผม ตั้งแต่ได้มา ยังไม่เคยมีลูกค้าคนไหนถามหาเลย)

ถ้าคุณคาดหวังว่าจะ leverage ให้ธุรกิจเติบโตไปสู่โอกาสที่มากขึ้นจากการ certify คุณอาจจะผิดหวังได้ แต่กลับกัน คุณควรจะใช้ certify นั้น เพื่อเป็นตัว start ในการเข้าไปในธุรกิจนั้นๆมากกว่า ถ้าคุณต้องการ certify เพราะมันจะนำคุณเข้าไปสู่ในธุรกิจนั้นๆได้.. ลงมือทำเลยครับ

3. สร้างฐานผู้ติดตามใน social media จำนวนมาก

คุณจะเจอการขายโฆษณาที่บอกว่า “คุณจะสำเร็จได้ต้องสร้างตลาดใน social media ของคุณให้ใหญ่ขึ้น” แต่ทว่า มันดีในฐานะที่เป็นส่วนนึงของ marketing strategy แต่มันไม่ควรเป็น “ทุกๆอย่าง” ของธุรกิจคุณ (โทดทีนะครับ นักการตลาด social ทั้งหลาย…)

Organic reach (อัตราที่โพสแล้วคนจะเห็น โดยไม่จ่ายตัง) ทุกวันนี้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และ ผู้ติดตาม (follower) ก็สามารถซื้อได้ ในทางกลับกัน คุณควรจะ focus การ engagement กับลูกค้ามากกว่า (เช่นตอบกลับ / ดึงให้กลับมาใช้บริการ)

 

4. จัดการธุระต่างๆให้เสร็จ

มีงานเป็นล้านๆอย่างที่รอให้คุณจัดการ และดูเหมือนว่าจะสำคัญด้วยนะ ทว่างานพวกนี้แหละที่จริงๆแล้วอาจเป็นตัวรบกวน focus ของคุณ การ outsource เรื่องเหล่านี้จะช่วยประหยัดเวลาคุณได้มาก ในฐานะเจ้าของธุรกิจแล้วคุณต้องโฟกัสไปที่ลูกค้าหรือลาด และการสร้างระบบที่จะสามารถ run ได้โดยที่คุณไม่อยู่ที่นั่น (ในที่นี้หมายถึงระบบการตลาดด้วย)

สรุป
“เวลา” เป็นสิ่งที่มีค่ามาก ถ้าคุณเสียเวลาไปกับการวิ่งไล่ตามกลยุทธ์ต่างๆที่ไม่ช่วยให้ธุรกิจเติบโต คุณกำลังสูญเสียเวลาเปล่าอยู่ สิ่งที่สำคัญคือ “โฟกัส” ให้ถูกจุด

หากคุณกำลังสร้างธุรกิจ หรือต้องการขยายตลาด ให้โฟกัสไปที่ลูกค้า หากคุณเสียเวลาไปกับระบบในเวลาที่คุณต้องโฟกัสที่ตลาด เท่ากับคุณกำลังเกิด “ความสูญเปล่า” ทางธุรกิจอยู่ (waste)

 

Man Lean Startup Machine
line: @manchavayot
credit: แปลจาก http://www.entrepreneur.com/article/270529
______________________________

สำหรับธุรกิจไซส์เล็ก เหตุผล 95% ที่ทำให้ธุรกิจไม่รอดในระยะแรก คือการหาลูกค้าไม่ได้ เพราะสินค้า/บริการ ไม่ได้เป็นที่ต้องการของตลาดมากพอ เพราะเราเสีย focus ที่สำคัญที่สุดในธุรกิจ นั่นก็คือ “ตลาด” นั่นเอง

วิธีการคิดแบบนี้ ผมมีสอนใน Lean Startup Machine ซึ่งเป็น workshop 3 วันที่สนุก สุดมันส์ ที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้การสร้างธุรกิจในมุมมองของลูกค้าผ่านการลงมือทำจริง ผมได้ย่อ 3 วันที่คุณจะได้รู้ มาใส่ไว้ใน 3 ชั่วโมงแล้ว ใครสนใจ ตาม Link ข้างล่างไปเลยครับ

Man Lean Startup Machine

จองบัตรที่: http://tickettail.com/event/leanstartup/
สอบถามเกี่ยวกับการจองบัตร: 090-812-9339 หรือ [email protected]

5 ที่พักในฝัน Hilight งานไทยเที่ยวไทย

TicketTail : แหล่งรวมไอเดียสำหรับ Event และ Activity ขอแนะนำ

5 ที่พักในฝัน ที่เป็นไฮไลต์ ของงานไทยเที่ยวไทยครั้งที่ 38 นี้

งานนี้ใครเอื้อมถึง ถูกใจที่ไหนที่ไปจัดได้
ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ในวันที่ 3 – 6 มีนาคม นี้

งานนี้พลาดไปเสียดายจริง

1. Casa de la flora

สุดยอด Design Hotel แสนโรแมนติกแห่งเขาหลัก
ที่กวาดรางวัลมานับไม่ถ้วน จนกลายเป็นความใฝ่ฝันของคู่รักทั่วโลกไป

ด้วยความที่ทุกห้องของโรงแรมสุดฮิพแห่งนี้เป็น Pool Villa
คุณจึงสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศความเป็นส่วนตัวกับคนพิเศษได้อย่างเต็มที่

และ ที่พลาดไม่ได้จริงๆคือ
วิวพระอาทิตย์ตกบนหาดส่วนตัวที่รับรองว่าคุณจะจดจำไปแสนนาน



2.The Naka Phuket

อีกหนึ่งรีสอร์ทที่จะยกระดับการพักผ่อนของคุณ

Design Hotel  บนหาดส่วนตัวสุด Exclusive
ที่ออกแบบโดยสถาปนิกมือต้นๆของประเทศ

คุณด้วง ดวงฤทธิ์ บุนนาค

 

สร้างสรรค์ให้ทุกห้องรู้สึกราวกับว่าลอยอยู่บนอากาศ
จนกลายเป็นที่พักที่มาแรงที่สุดในหมู่สถาปนิก ดีไซเนอร์ และ คู่รัก

ที่สำคัญ The Naka Phuket ยังได้รับรางวัลจากหนังสือ Wallpaper UK มาแล้ว

3.U Koh Madsum Samui

เพียง 7 กิโลเมตรจากเกาะสมุย
คุณก็จะได้สัมผัสกับ ยู เกาะ มัดสุม รีสอร์ทแห่งเดียวบนเกาะแห่งนี้

โดยนอกจากจะเป็นส่วนตั๊ว ส่วนตัว
ยังมีบริการพิเศษเสิร์พอาหารเช้าที่ไหนก็ได้ในโรงแรม

และ สามารถใช้ห้องพักได้ 24 ชม.
เชคเอาท์เวลาเดียวกับที่คุณเชคอิน

เพื่อตอกย้ำให้คุณรู้สึกว่า นี่คือพิเศษสำหรับคุณอย่างแท้จริง

4. Movenpick Siam Hotel Pattaya

สำหรับใครที่อาจมีเวลาไม่มากนัก
Movenpick Siam Hotel Pattaya ที่พึ่งเปิดให้บริการไปเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา

อาจเป็นคำตอบ

นอกจากดีไซน์ และ บริการที่โดดเด่นแล้ว
ความพิเศษของโรงแรม On the Baech
ที่เป็น Talk of the Town แห่งนี้คือ

ทุกห้องถูกออกแบบให้เป็น Sunset Seaview

และ ยังตั้งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว
อาทิ สวยน้ำการ์ตูนเน๊ตเวิร์ค, Mimosa, Silver Lake, ฯลฯ

5. la a natu

เลยจากหัวหินไปแค่ไม่กี่อึดใจ
la a natu  คือรีสอร์ทที่กำลังมาแรงสุดๆแห่งหนึ่ง

ด้วยความที่เป็นโรงแรมติดหาด แต่กลับมีทุ่งนาอยู่ในโรงแรม

ทำให้กลายเป็นส่วนผสมที่แปลกๆและสร้างรสชาติใหม่ๆ
ให้กับที่พักริมทะเลในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

 

แต่ความจริงรสชาติที่เด็ดที่สุดของที่พักแห่งนี้คือเบอกอร์รี่
ที่อร่อยจนคนบอกต่อกันให้ทั่ว

แล้วคุณล่ะ อยากลองมาใช้ชีวิตสงบๆ กับของอร่อยๆ ที่ปรานบุรีดูมั้ย

5 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทยและความสำคัญของการเข้าตลาดหุ้น

5 อันดับมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทยและความสำคัญของการเข้าตลาดหุ้น

 

เรียกได้ว่าเป็นธรรมเนียมไปแล้ว ที่ นิตยสาร Forbes Thailand จะมีการจัดอันดับมหาเศรษฐีของประเทศไทยในทุกๆปี และในปี 2558 ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ เราก็มีผลสรุป 5 มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในปีนี้ก็ได้มีการขยับอันดับ ดังนี้

 

อันดับที่ 1 นายธนินท์ เจียรวนนท์ ( มูลค่าทรัพย์สินรวม 4.752 แสนล้านบาท )

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร “ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPF) ได้อันดับที่ 1 ไปด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.752 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นมา 1.004 แสนล้านบาท) ซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นบริษัทที่ทำการเกษตรแบบทันสมัยและครบวงจร

 

อันดับที่ 2 นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ( มูลค่าทรัพย์สินรวม 4.29 แสนล้านบาท )

นายเจริญ สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริษัทไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev) และยังควบตำแหน่ง ประธานกลุ่มบริษัท สุรามหาราษฎร จำกัด, ประธานกรรมการบริหาร บริษัททีซีซี กรุ๊ป และประธานบริษัทมิลเลียไลฟ์ อินชัวรัส์ จำกัด(มหาชน) ได้อันดับที่ 2 ไปด้วยทรัพย์สินรวมมูลค่า 4.29 แสนล้านบาท (เพิ่มขึ้นมา 6.07 หมื่นล้านบาท) โดยที่นายเจริญ เป็นเจ้าของเบียร์ช้าง และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในประเทศไทย

 

 

อันดับที่ 3 ครอบครัว จิราธิวัฒน์ ( มูลค่าทรัพย์สินรวม 4.059 แสนล้านบาท )

 

ครอบครัว จิราธิวัฒน์ ผู้ประกอบกิจการห้างสรรพสินค้าชื่อดังที่เรารู้จักกันดีในนาม “เซ็นทรัลกรุ๊ป” ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ได้อันดับที่ 3 ไปด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 4.059 แสนล้านบาท (ลดลง 7.7พันล้านบาท)

 

 

อันดับที่ 4 นายเฉลิม อยู่วิทยา ( มูลค่าทรัพย์สินรวม 3.168 แสนล้านบาท )

นายเฉลิม อยู่วิทยา บุตรชายของ นายเฉลียว อยู่วิทยา ได้อันดับที่ 3 ไปด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 3.168 แสนล้านบาท (ลดลง 1.01 หมื่นล้านบาท) โดยนายเฉลียว อยู่วิทยานั้น เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ทีซีมัยซิน ที่ในช่วงแรกผลิตแป้ง “แทตทู” และยาเด็ก “เบบี้ดอล” จนสุดท้ายได้ผลิตเครื่องดื่มชูกำลัง “กระทิงแดง” ที่ทำการตลาดจนกลายเป็นเครื่องดื่มชูกำลังอันดับต้นของประเทศ

 

อันดับที่ 5 นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ( มูลค่าทรัพย์สินรวม 1.551 แสนล้านบาท )

นายกฤตย์ รัตนรักษ์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสถานีโทรทัศน์สีช่อง 7, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และบริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด(มหาชน) หรือปูนอินทรี ตระกูลรัตนรักษ์ ได้ครองอันดับที่ 5 ไปด้วยมูลทรัพย์สินรวม 1.551 แสนล้านบาท (ลดลง 1.11 หมื่นล้านบาท)

(ข้อมูลจาก http://terrabkk.com/ )

 

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า หลังจากผ่านการล้มลุกคลุกคลานในวงการธุรกิจมายาวนาน แต่ในตอนนี้ ทำไมมหาเศรษฐีทั้ง 5 ท่านนี้ ไม่ว่าจะจับธุรกิจแบบไหน ก็สามารถเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จไปหมด ซึ่งหากมองลงลึกไปยังแง่ของการเติบโตทางธุรกิจของมหาเศรษฐีเหล่านี้แล้ว จะพบว่า บริษัทในเครือของ 5 ท่านนี้ ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด! ซึ่งข้อดีของการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นก็มีมากมาย เช่น

 

  1. วินาทีที่ IPO ของคุณผ่านพ้นไปด้วยความสำเร็จคือ วินาทีที่บริษัทของคุณได้รับการยอมรับจากมหาชน

 

การยอมรับนี้มีค่ามากกว่าเงินสดหมุนเวียนที่คุณได้รับจากการระดมทุนหลายเท่านัก เพราะนับจากนี้ไป บริษัทของคุณจะมีพลังของมหาชนคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

 

  1. คุณจะได้รับสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนที่มากขึ้น จริงอยู่ว่ากระบวนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้นใช้เวลา แต่ถ้าหุ้นของคุณเป็นที่ต้องการของส่วนรวม คุณสามารถเพิ่มปริมาณหุ้นได้ตามความต้องการของตลาด

 

  1. คุณจะสามารถดึงดูดคนเก่งๆเข้ามาทำงานได้ ไม่ว่าจะด้วยการเสนอหุ้น หรือเงินปันผลให้ ด้วยสิทธิพิเศษจากสภาพคล่องที่สูงขึ้น

 

  1. คุณจะสามารถให้รางวัลแก่ทุกคนที่ร่วมต่อสู้เพื่อบริษัทของคุณ ตั้งแต่ผู้ร่วมก่อตั้งไปจนถึงพนักงานจะได้รับรางวัลจากการทำงานหนักอย่างน่าชื่นใจ ในรูปแบบของเงินสดหมุนเวียนและความเป็นหุ้นส่วน

 

  1. คุณจะได้รับโอกาสทางการตลาดครั้งยิ่งใหญ่ การที่บริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ถือเป็น จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในด้านการตลาดของบริษัท วินาทีที่บริษัทของคุณเริ่มต้นเสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนในครั้งแรก ตลาดทั้งตลาดจะฉายสปอตไลท์มาที่คุณคนเดียว

 

และถ้าหากคุณอยากเปลี่ยนบริษัทของคุณให้กลายเป็นธุรกิจใหญ่ระดับ​ “มหาชน”

อยากเข้ามาในตลาดหลักทรัพย์อย่างเพียบพร้อม อยากยกระดับจุดยืนทางการค้าของบริษัท

และต่อยอดธุรกิจแบบก้าวกระโดด

 

เตรียมตัวให้พร้อม !

เพราะ Timing จังหวะเวลาที่เหมาะสม คือหัวใจของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

 

วิธีเตรียมช่องทางการระดมทุน

สิทธิพิเศษเมื่อบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์

การประเมิณมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์

กลยุทธ์การเพิ่มมูลค่าให้ได้ IPO สูงที่สุด

หลักการเตรียมความพร้อมต่างๆให้กับธุจกิจของคุณ

และอีกมากมายที่คนทั่วไปยังไม่รู้

 

ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นแบบไหน จะเปิดบริษัทมานานหลายปี หรือจะเป็นบริษัท Start up

ขอแค่พร้อม… ธุจกิจของคุณก็สามารถเฉิดฉายในตลาดหลักทรัพย์ได้

 

ทั้งหมดนี้ถ่ายทอดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการนำธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์โดยเฉพาะ อาทิ

คุณนิมิต วงศ์จริยกุล

กรรมการบริหาร Capital Nomura Securities Public Company Limited
คุณสุดวิณ ปัญญาวงศ์ขันติ

Partner PriceWaterHouseCoopers ABAS Ltd.
คุณโสภิต ศุภวรรณาภรณ์

ที่ปรึกษาด้านการวางระบบ กรรมการผู้จัดการ TQM Center Co., Ltd.
คุณกฤษดา สาธุกิจชัย

ผู้เชี่ยวชาญการวางระบบสารสนเทศ กรรมการผู้จัดการ Netizen Co., Ltd.
คุณศรัญญา เสนสุภา

Trust Manager ของ SME Bank และ กรรมการผู้จัดการ Infinite Success Center Co., Ltd.

 

รายละเอียดของงานสัมมนา

วันอังคารที่ 29 มี.ค. 2559 เวลา 13:00-16:30 น. โรงแรมจัสมิน ซิตี้ สุขุมวิท 23

(สถานีรถไฟฟ้าอโศก)

 

ราคาบัตร4,000 บาท (รับจำนวนจำกัด)

โปรโมชั่นพิเศษ Corporate Package มา 2 ท่านลดเหลือเพียง 5,500 บาท

 

จองบัตรได้แล้วที่: http://tickettail.com/event/fn/

สอบถามเกี่ยวกับการจองบัตร: email: [email protected] โทร: 090-812-9339