15 รูปถ่ายที่ดูแล้วต้องกลับมาดูอีก

Amazing Photos

ภาพถ่าย เป็นเสมือนกล่องเก็บความทรงจำชั้นดี ที่เมื่อเวลาผ่านไปยิ่งมีคุณค่า และเมื่อยิ่งเปิดมาดูกี่ครั้งก็ยิ่งนึกถึงวันเวลาที่หอมหวานในอดีต

แต่ถ้าเพื่อนๆถ่ายรูปแล้วดันเกิดความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ ฟีลเปิดมาดูเมื่อไหร่ก็ต้องฮาท้องแข็งน้ำตาเล็ดกันบ้างหละ เช่นเดียวภาพวันนี้ที่เรานำมาให้เพื่อนๆดู ยิ่งดูก็ยิ่งง

จะว่าไปก็น่าเห็นใจพวกเขาน้า จะถ่ายรูปสวยๆไว้ดูซะหน่อย กลายเป็นรูปเฟลๆที่สร้างเสียงหัวเราะซะงั้น 555

อ่อ…ก่อนดูอย่าลืมเตรียมแว่นละเครื่องดื่มบำรุงสายตาให้ดีนะคะ เพราะคุณต้องใช้สายตามากกว่าปกติแล้วแหละงานนี้

 

image002

ใครอุ้มใคร? แล้วงานนี้ใครเป็นหญิงใครเป็นชายกันแน่ละ?

image003

พี่!! ทำไมลูกพี่มือใหญ่ยังกะใบลานยังงี้อะ?

image004

เฮ้ย!! นี่มันเจคอบรึเปล่า? (ครึ่งมนุษย์ครึ่งน้องหมา)

image006

เอิ่ม…นึกว่าเล่นแคมฟรอกอยู่ปะเจ๊ ล่วงโชว์ออกสื่องี้เลย

image008

ผมนี้อันเท่าแขนนะคร๊าบ ^^

image010

มองแวบๆ..นึกว่าพี่แกเป็นคนแคระที่ขี่หลังผู้หญิงคนข้างซะอีก

image012

แว๊กซ์ขนแขนบ้างนะน้องสาว

image014

นี่มันที่สาธารณะนะคะ จับหน้าอกหน้าใจกันเห็นๆ

image016

มองเผินๆ นี่ขาวใหญ่สะดุดตา ที่แท้ข้อศอก แป่ว!!

image018

เหมือนเด็กหัวโต หรือ ผู้ใหญ่หัวเล็กน้า?

image020

สรุปขาใครเป็นขาใคร งงค้า

image022

แม่เจ้า!! นี่มันเวทีปราศัยลอยได้จริงๆหรอเนี่ย

image024

คุยกันดีๆก็ได้ครับพี่น้อง แค่นี้ถึงกับถือปืนขู่เลยหรอ?

image026

ที่เห็นอยู่ ไม่ใช่แฝดสยามบ้านเรานะคร้าบบ..

image028

ผมนี้ยืนขึ้นเลยครับ!! ภาพนี้สะดุดตาสุดๆ ขาวชมพูแบบนี้เข้าใจผิดสุดๆนะ

 

เพื่อนๆชาว TKT คงจะหาสาระอะไรไม่ได้จากบทความนี้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ฝึกสายตา พัฒนาสมอง พร้อมรอยยิ้ม กับภาพถ่ายที่ผิดพลาดอย่างมีศิลปะแบบนี้

อย่างน้อยภาพเหล่านี้ก็ช่วยให้เพื่อนคลายเครียดกับชีวิตที่วุ่นวายได้บ้างละน้อแต่ถ้าเพื่อนๆเคยมีภาพถ่ายแบบนี้ ก็อย่าเก็บไว้ดูคนเดียวละ เอามาแบ่งปันความฮา ให้คนรอบข้างบ้างนะค้า

 

อากาศร้อน

The Brandname Supermarket

The Brandname Supermarket

ซุปเปอร์สุดไฮโซ ที่หรูที่สุดในโลก

 

กรุณาลืม “พริกไทยตามือ”… “ไข่สดซีพี” … “นมหนองโพ” … “โยเกิร์ตดัชชี่”… “มาม่าคัพ”… “แหนม ส ขอนแก่น” และ “ผักกาดดองตรานกพิราบ” ไปก่อน

เพราะนี่คือ Supermarket ที่ขายเฉพาะ…ของกินโคตรแบรนด์เนม  ชนิดที่ Gourmet Market และ Villa ต้องชิดซ้าย

ของแต่ละชิ้น…ที่คุณดูแล้วจะอดจินตนาการตามไม่ได้ว่า….รสชาติจะเทพ แสงออกปากขนาดไหน

กับผลงานสร้างสรรค์ชิ้นล่าสุด Wheat is Wheat is Wheat ของ  Peddy Mergui

 

ที่ผสานจินตนาการ สุดล้ำกับ ของกินแสนธรรมดาในซุปเปอร์มาเก็ต….ให้กลายเป็น The Brandname Supermarket

 

เกลือ พริกไทย by Hermes

 

image001

 


นมผงเด็ก 
by CHANEL

 

image003

 


แป้ง 
by PRADA

 

image005

 


ซาลามี่ 
By Louis Vuitton

 

image007

 


ผลไม้ 
by Nike

 

image009

 


โยเกิร์ต 
by Tiffany & Co

 

image011

 


เม็ดกาแฟ 
by Cartier

 

image013

 


น้ำมันมะกอก 
by United Colors of Benetton

 

image015

 


ไข่ 
by VERSACE

 

image017

 


ข้าวบาสมาติ (ข้าวอินเดีย) 
by HSBC

 

image019

 


เนย 
by BVLGARI

 

image021

 


บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วย 
by BURBERRY

 

image023

 


ผักกระป๋อง(แตงกวาดอง) 
by Gucci

 

image025

 


เส้นพาสต้า 
by Ferrari

 

image027

 


บิสกิต 
by Dolce & Gabbana

 

image029

 


iMilk by Apple

 

image031

 


เจ้าของผลงาน 
Peddy Mergui

 

image033

Credit : http://www.peddymergui.com/exhibits/

AEC I love you บอกรักภาษาอาเซียน

AEC I love you บอกรักภาษาอาเซียน

 

 

วันที่ 31 ธันวาคมที่จะถึงนี้ เราก็จะเริ่มเข้าสู่ AEC อย่างแท้จริงล่ะ เพราะฉะนั้น วัน Valentine ปีนี้เราจึงน่าที่จะเรียนรู้ว่า “ฉันรักเธอ” เขาพูดกันอย่างไร
เผื่อวันไว้ว่า Valentine ปีนี้ หรือครั้งต่อๆไป…เกิดหลงสเน่ห์หนุ่มสาวประเทศเพื่อนบ้านเข้า จะได้หยอดได้ถูก…เนอะ!!!

image002 (1)

 

Brunei      = ซายาชินตากันมู (Saya cintakan mu)

Cambodia = บองสรันโอน (Bon sro lahn oon)

Indonesia = ซายาชินตาปาดามู (Saya cintapada mu)

Laos         = ข้อยฮักเจ้า (Khoi Hak Jao)

Malaysia   = ซายาชินตามู (Saya cinta mu)

Philippines        = มาฮัลกะตา (Mahal kata)

Singapore = ไอเลิฟยู (I love you) หรือ หว่อ อ้าย หนี่ (Wo Ai Ni)

Vietnam    = ตอยยิวเอม (Toi yue em)

Myanmar   = จิตพาเด (chit pa de)

Thailand    = ฉันรักเธอ (Chan Rak Ter)

image004

 

7 สถานที่ไปเช้าเย็นกลับ ชวนแฟนไปหวานต้อนรับวาเลนไทน์

Valentine’s Destinations


7 สถานที่ไปเช้าเย็นกลับ ชวนแฟนไปหวานต้อนรับวาเลนไทน์

 


ปีนี้โชคชะตาช่างเป็นใจ ให้คนมีคู่อะไรขนาดนี้!!! วันวาเลนไทน์ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ละคะเพื่อนๆ เหมาะเจาะที่สุดสำหรับการพาแฟนไปหวานในวันหยุดสุดสัปดาห์ โรแมนติกซะไม่มีอะ เพื่อนๆชาว TKT บางคนคงจะมีสถานที่เที่ยวในใจกันอยู่แล้ว และจินตนาการภาพไปต่างๆนานา คิดไปอมยิ้มไปอยู่คนเดียว555
แต่สำหรับคนที่คิ้วขมวดเพราะคิดไม่ออกว่าจะพาแฟนไปเที่ยวไหนดี? ไม่มีเวลา? ไม่อยากค้างคืน? แต่ก็ไม่อยากให้แฟนงอนตุ๊บป่องๆ วันนี้เราจะช่วยคุณเองคะ เราได้รวบรวมสถานที่เที่ยววันวาเลนไทน์กับหวานใจใกล้ๆกรุงเทพ ไปเช้าเย็นกลับ ไม่เหนื่อยเดินทาง แถมยังมีแรงเหลือกลับบ้านทำอะไรได้อีกเยอะ อ๊ายยย…เขินนน ><

image001 (1)


1.พาแฟนไปหวานที่ : ตลาดนัดขวัญเรียม (รามคำแหง 187)

image002


เริ่มต้นจากในตัวเมืองกรุงเทพก่อนแล้วกันกับตำนานรักยิ่งใหญ่ แห่งคลองบางกะปิ บนถนนรามคำแหง187 ช่างเป็นสถานที่ที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นอายความรัก เหมาะสำหรับพาหวานใจมาพักผ่อนหย่อนใจ ภายในตลาดมีกิจกรรมให้ทำร่วมกันมากมาย เช่นกราบไหว้ศาลขวัญเรียม นั่งเรือชมทัศนียภาพรอบๆ ชมนกชมไม้ ขี่ม้าแคระ ให้อาหารอัลปาก้า ถ่ายรูปตามจุดไฮไลท์ต่างๆ และที่จะถูกใจแฟนของเราสุดๆก็คือ ร้านค้าและร้านอาหาร และขนมมีให้เลือกช็อปมากมายหลากหลาย งานนี้คุณผู้ชายต้องเตรียมกล้ามแขนไว้ให้ดี เพราะถ้าพาแฟนคุณไปที่นี้ ต้องแบกถุงกลับเต็มมือแน่นอน

 

2. พาแฟนไปหนาวที่ : เมืองน้ำแข็ง  HARBIN ICE WONDERLAND ถนนสุขุมวิท 70/4

image003
สวีทวันวาเลนไทน์ ที่เมืองน้ำแข็งแห่งแรกในประเทศไทยที่ถนนสุขุมวิท 70/4 และเป็นเมืองน้ำแข็ง In-Door ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยความหนาวที่อุณหภูมิ -15 องศา บอกเลยงานนี้มีก่อนกันกลม สร้างความอบอุ่นให้กันและกัน หวานไปอี๊ก!! งานนี้ค่าเสียหายไม่เยอะมาก ผู้ใหญ่คนละ 350 บาท เด็ก 250 บาทชาวต่างชาติ 550 บาท แนะนำให้เตรียมอุปกรณ์กันหนาวมาจากบ้านนะจ๊ะ ไม่งั้นจะเสียตังค่าเช่าเสื้อและถุงมือเพิ่ม

 

3.พาแฟนรับลมบุญที่ : สถานตากอากาศบางปู

image004


คู่รัก..บางปู นั้นโก้จริงๆ ตะดึดตืดตึดๆ (ไม่ใช่ละๆ!!) เข้าเรื่องเลยละกัน คู่รักคู่ไหนที่ต้องการความโรแมนติกที่ใกล้แค่เอิ้อม แนะนำที่นี้เลยคะ    ..บางปู.. เพราะเดินทางใกล้มากๆห่างจาก กทม แค่ 40 กิโล คุณก็จะได้สัมผัสบรรยากาศเหมือนไปเดทกันที่ต่างจังหวัด พร้อมทำกิจกรรมเพิ่มความหวาน เช่น ชมวิวป่าชายเลน ให้อาหารนกนางนวล และกินอาหารทะเลที่ศาลาสุขใจ และที่สำคัญข้างในมีฟลอร์เต้นลีลาศสำหรับคู่รักที่มีความกล้าด้วยนะคะ เลิศอะปรบมือ!!!  แนะนำนิดนึงนะคะ ถ้ามายามเย็นจะดีกว่า เพราะนอกจากแดดจะไม่ร้อนแล้ว คุณยังได้จูงมือคู่รักดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันอีก วิ๊ดดดวิ้ว!!!

 

4.พาแฟนไปสูดอากาศที่ : THE BLOOM BY TV POOL อ.ปากช่อง

image005


สวนดอกไม้เป็นตัวเลือกแรกๆของคู่รักส่วนใหญ่ เพราะเป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกโรแมนติกและสวยงาม และที่สำคัญต้องมาเพื่อถ่ายรูปคู่ลงโซเชี่ยล 555 และในวันหยุดอย่างนี้ THE BLOOM BY TV POOL ก็เป็นตัวเลือกแรกๆเพราะคือแหล่งธรรมชาติที่ไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก ใช่ระยะเวลาการเดินทางแปบเดียว เพราะอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมานี้เอง นอกจากพื้นที่กว่า 100 กว่าไร่ที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ 30 สายพันธ์ ที่นี้ยังมีไฮไลท์มากมายสำหรับคู่รัก อาทิ จุดชมวิว 360 องศา, คอกเลี้ยงแกะ, กระเป๋า HERMES ยักษ์, น้ำพุอธิษฐาน, FLOWER BALL ในเขาวงกต, สวนผักยักษ์ และสำหรับคู่รักที่ติดลมในความงามคู่ของแฟนและธรรมชาติแล้วยังไม่อยากกลับที่นี้ เค้ามีห้องพัก รับรองนะจ๊ะ

 

5.พาแฟนไปแอ๊บแบ๊วที่: สุนทรีแลนด์ ราชบุรี

image006


ความมุ้งมิ้งเป็นไม้ตายของวันวาเลนไทน์ สำหรับคู่รักสายแบ๋ว ที่สุนทรียแลนด์ แดนตุ๊กตา ณ จ.ราชบุรี แห่งนี้ คือสถานที่ที่เหมาะแก่การพาหวานใจของคุณไปย้อนอดีตกับเมืองตุ๊กตาหมีน่ารัก สุดแสนจะ Cute ในอริยาบทและชุดต่างๆ นอกจากความน่ารักที่แสนจะเพลิดเพลิน ที่นี้ยังมีกิจกรรมสำหรับคู่รักที่จะได้ใช้เวลาร่วมกัน เช่น ห้องลองเย็บตุ๊กตาหมีเอง แต่งตัวมาสคอทเป็นหมี และที่สำคัญคุณสามารถถ่ายรูปคู่กับคนรักได้อย่างจุใจ เพราะตุ๊กตาทุกตัวสามารถ กอด รัด ฟัดได้อย่างเต็มที่ (แต่ไม่ใช่ทำของเขาพังนะจ๊ะ) และแถมยังสามารถซื้อของขวัญวันวาเลนไทน์ให้คนรู้ใจจากที่จำหน่ายของที่ระลึกแห่งนี้ เรียกว่าครบครันกันเลยทีเดียว

 

6.พาแฟนไปติสที่ : ประติมากรรมทรายโลก ฉะเชิงเทรา

image007
การเดทในวันวาเลนไทน์ปีนี้จะมีคุณค่าขึ้นเยอะ ถ้าพาคนรู้ใจของคุณไปชมงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ตระการตาที่มีอยู่จริงในประเทศ แถมอยู่ใกล้แค่ฉะเชิงเทรา กับสถานที่นี้เลย ประติมากรรมทรายโลก ในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่รวบรวมผลงานจากศิลปินชั้นดีจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 70 คนที่สร้างสรรค์ผลงานชิ้นยอดจากทรายกว่า 30 ชิ้น บนเนื้อที่กว่า 12 ไร่ คุณจะได้พบงานศิลปะที่ทำมาจากทรายมากมายหลากหลายวัฒนธรรม ที่จะหาดูได้ใกล้ขนาดนี้…ไม่มีอีกแล้ว นอกจากนั้นคุณยังอาจแวะไหว้พระวัดหลวงพ่อโสธร หรือ วัดพระพิฆเนตที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงทานข้าวชิวๆ ริมแม่น้ำบางประกง ซึ่งถ้าคุณมีแฟนที่เดินสายอาร์ต รับรองประทับใจสุดๆ 

 

7.พาแฟนไปเซลฟี่ที่ : THE SCENERY VINTAGE FARM สวนผึ้ง

image008


ต้องบอกเลยว่าสถานที่นี้เหมาะมากกับ เพื่อนๆที่มีแฟนชอบถ่ายรูป เพราะ ที่ THE SCENERY VINTAGE FARM แห่งนี้ คือฟาร์มสไตล์วินเทจสุดฮิตของบรรดาชาวเซลฟี่ทั้งหลาย คุณและแฟนจะได้รัวชัตเตอร์กันอย่างซะใจกับบรรยากาศธรรมชาติเขียวขจี ที่ต้องมีน้องแกะร่วมเฟรมและที่นี้ไม่ได้มีดีแค่มุมน่ารักๆเอาไว้ถ่ายรูป เพราะที่นี้มีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก อาทิชมฟาร์มแกะพร้อมให้อาหาร ขี่ม้า ยิงธนู เล่นเกมส์ทุบแกะลงถัง ปาลูกโป่ง ชิมไอติมรสนมแพะ ของที่ระลึกน่ารักมากมาย และไฮไลท์ของวันแห่งความรัก อย่าง ชิงช้าสวรรค์ชมวิวแบบมุมสูง อุปกรณ์ที่ทำให้รักคุณหวานชื่นขึ้นอีก 80 เปอเซนต์ ถ้าคุณบอกรักแฟนของคุณในจุดที่สูงที่สุดของฟาร์ม อ๊ายย!!! นึกว่าซีรี่ส์เกาหลี เอ้า!!! รู้อย่างนี้แล้ว เก็บกระเป๋ากันเร๊วววววว…

 

อากาศร้อน

ทำไมต้องสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วนางข้างซ้าย

Put a Ring on it!

ทำไมต้องสวมแหวนแต่งงานที่นิ้วนางข้างซ้าย

 

Valentines ที่เป็นเทศกาลที่เป็นตัวแทนแห่งความรักกำลังมาถึง สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของความรักอีกอย่างหนึ่งคือ “แหวนแต่งงาน” หรือ “แหวนหมั้น”

แต่คำถามก็คือ…เพื่อนๆเคยสงสัยกันมั้ยว่า ทำไมแหวนแต่งงานถึงถูกสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้าย
วันนี้ TKT เลยเอาบทความจาก แฟนเพจ “เกิน 8 บรรทัด” ที่อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้….อยากรู้กันแล้วใช่มัยล่ะ

image001


1.”ความผิดพลาด”

บางแหล่งข้อมูลอธิบายว่าต้นตอของความโรแมนติกทั้งหมดนั้นเริ่มต้นขึ้นจากความผิดพลาดของวงการแพทย์สมัยโบราณ

ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่จำกัด
ทำให้คนในสมัยนั้นเชื่อว่าเส้นเลือดดำที่ตรงมาหัวใจมากที่สุด
จะต่อตรงไปถึงนิ้วนางข้างซ้าย

ซึ่งวิทยาการสมัยนี้พิสูจน์ว่ามันไม่จริง

แต่ก็เป็นความผิดพลาดนั่นแหละ
ที่ทำให้เรื่องราวต่างๆดูโรแมนติกขึ้นเยอะ

 

image003

 

2.”สัญลักษณ์ของการยอมรับ”

เชื่อกันว่ามือขวานั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งการปกครอง

ในขณะเดียวกันมือซ้ายก็เป็นสัญลักษณ์ของการยินยอม ยอมรับ (acceptance)

ดังนั้นการสวมแหวนแต่งงาน
ลงบนนิ้วนางข้างซ้าย…ด้วยมือข้างขวา

จึงเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าคนทั้งสองคนจะยอมรับว่า

จากนี้เป็นต้นไป
พวกเขาทั้งสองจะเป็นเจ้าของ คุ้มครอง และดูแลกันและกันไปตลอด

…โอ้ยหวาน…

image004

3.”ว่าด้วยความสะดวก”

เพราะคนส่วนใหญ่นั้นถนัดขวา
เราจึงใช้งานมือซ้ายของเราน้อยกว่า

และนิ้วที่เราใช้น้อยที่สุดนิ้วหนึ่งในมือ ก็คือ…นิ้วนาง

ดังนั้นแหวนแต่งงานที่มีค่า
จึงถูกสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้าย
เพราะว่านั่นจะทำให้คุณใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกเหมือนเดิม

และที่สำคัญมันยังเป็นการการันตีว่าแหวนวงสำคัญของคุณจะไม่เป็นรอยขีดข่วนจากการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ

 

image005


4.”พิธีกรรมในโบสถ์”

แหล่งข้อมูลบางแห่งอธิบายถึงเรื่องนี้ว่า
ในโบสถ์บางที่นั้น

แหวนแต่งงานจะถูกสวมลงบนนิ้วอื่นๆก่อนถึงสามครั้ง
ก่อนที่มันจะมาหยุดลงบนนิ้วนางข้างซ้าย

โดยครั้งแรกที่มีการกล่าวว่าในนามของ “พระบิดา” แหวนจะถูกสวมลงบนนิ้วโป้งซ้าย
“พระบุตร” แหวนจะถูกขยับมาสวมลงบนนิ้วชี้ข้างซ้าย
และเมื่อกล่าวคำว่า “พระจิต” แหวนก็จะถูกขยับอีกครั้งมาที่นิ้วกลางข้างซ้าย

ก่อนที่แหวนวงนั้นจะมาหยุดลงบนนิ้วที่ควรอยู่ ….นิ้วนางข้างซ้าย
พร้อมกับคำว่า “เอเมน”

image007

เป็นอย่างไงบ้างครับเหตุผลทั้งสี่ข้อ

ผมคงไม่มีประสบการณ์มากพอในเรื่องการณ์แต่งงาน
ที่จะบอกได้ว่าข้อไหนเป็นไปได้มากที่สุด

แต่

ถ้าผมมีโอกาสได้เล่าให้คนที่ผมรักฟัง
ผมจะเล่าอีกเรื่องนึงครับ

อาจเป็นเรื่องที่หลายๆคนเคยเล่นมาแล้วตอนเด็กๆด้วยซ้ำ

เรื่องมีอยู่ว่า….

อยากให้คุณๆยกมือทั้งสองข้างขึ้นมา

เหยียดนิ้วทั้งห้าออกให้ตรงและกางนิ้วทั้งห้าออกจากกัน

จากนั้นนำปลายนิ้วมือทั้งสองข้างมาแตะกันครับ

โป้งแตะกับโป้ง ชี้แตะกับชี้ กลางแตะกับกลาง นางแตะกับนาง และ ก้อยแตะกับก้อย

โดยที่ในส่วนของฝ่ามือ หรือส่วนอื่นของนิ้ว ไม่สัมผัสกันเลย เรียกว่าแตะเฉพาะปลายนิ้วเท่านั้นครับ
(ตามรูปประกอบ)

image009

จากนั้นลองพยายามแยกนิ้วที่แตะกันอยู่ออกทีละนิ้ว

เริ่มจากนิ้วโป้ง….
แยกออก เสร็จแล้วก็เอากลับมาแตะกันเหมือนเดิม

เสร็จแล้วจึงแยกนิ้วชี้ออก
แยกออก เสร็จแล้วก็เอากลับมาแตะกันเหมือนเดิม อีกครั้ง

จากนั้นค่อยๆทำแบบเดิมกับทุกนิ้วครับ

ให้เวลาทำครับ

….
..
….

เป็นอย่างไรบ้างครับ

ลองดูหรือยัง

…..ถ้าลองแล้ว

ถึงตรงนี้คุณคงรู้แล้วใช่มั้ยครับ
…ว่านิ้วไหนแยกออกจากกันได้ยากที่สุด

และคุณก็คงรู้เหมือนกันแล้วใช่มั้ยครับว่า

เพราะอะไร

แหวนแต่งงานที่สุดจึงถูกสวมลงบนนิ้วนั้น

 

image011

นักแสดงที่เกือบได้เป็น “คริสเตียน เกรย์”

Box Office Special: 50 Shades of Grey

 

นักแสดงที่เกือบได้เป็น “คริสเตียน เกรย์”

 

image002 (1)
ไม่ว่าคุณจะไปดูมาแล้ว…หรือยังไม่ได้ดู..ชอบ หรือ ชังหนังเรื่องนี้
แต่ก็ปฏิเสธไมได้ว่า


“50 
shades of grey” ถือได้ว่าเป็น Talk of the town ไปแล้ว
แต่คุณรู้หรือไม่ว่า!?!?
กว่าที่บท “คริสเตียน เกรย์” จะมาลงเอยที่นักแสดงหนุ่มหล่อ อย่าง “เจมี่ ดอร์แนน” ที่สาวๆว่ากันว่าแซ่บนัก แซ่บหนานั้น
มีดาราคนไหนบ้าง…ที่มีโอกาสได้สวมบทบาทนี้
วันนี้ ทิคเก็ตเทล เลยถอด..บทความของ อาลี วิสมัน ที่เขียนถึงเรื่องนี้มาให้เพื่อนๆ ได้ลองมโนกันดูว่า

หากดาราเหล่านี้ได้มาเป็น “มิสเตอร์เกรย์” จริงๆ มันจะ…จืดลง หรือ ว่าแซ่บขึ้น!!!

 

image004

ไรอัน กอสลิ่ง

            อี แอล เจมส์ ผู้แต่งหนังสือ “50 shades of grey” เปิดเผยว่า กอสลิ่ง คือต้นแบบของ คริสเตียน เกรย์  แต่นักแสดงหนุ่มนัยน์ตาหวานรายนี้ อินดี้ไม่รับหนังภาคต่อ

 

 

image006

ชาร์ลี ฮันนัม

        นักแสดงหนุ่มที่กำลังโด่งดังจากซีรี่ย์อย่าง The Sun of Anarchy เคยมาแคสต์หนังเรื่องนี้…แต่เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องของคิวงานที่ไม่ลงตัว ประกอบกับเสียงต้านจาก แฟนหนังสือ…นักแสดงหนุ่มรายนี้เลยต้องถอนตัวไป

 

 

image008

การ์เร็ต เฮดลันด์

นักแสดงหนุ่มจาก Troy และ Tron: Legacy เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกทาบทามจากผู้ผลิตอย่าง Universal แต่สุดท้ายก็บอกผ่าน เพราะไม่รู้สึกอินกับบท

 

 

image010

อเล็กซ์ เพ็ตทิเฟอร์

        ดาราหนุ่มสุดฮอตที่มีผลงานชวนสาวฟินอย่าง Magic Mike ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้รับเรียกมาออดิชั่นบท คริสเตียน เกรย์ ก่อนที่จะลงเอยที่“เจมี่ ดอร์แนน”

 

 

image012

เชส ครอว์ฟอร์ด

นักแสดงหนุ่มที่โด่งดังแบบถล่มทลายจาก Gossip Girl ก็เคยพูดในที่สาธารณะว่า การเล่นเป็นมหาเศรษฐีที่มีรสนิยมเฉพาะตัว เป็นงานที่ท้าทาย และเขาอยากลองความท้าทายครั้งนี้

 

 

image014

เอียน ซัมเมอร์ฮาล์เดอร์

        หนุ่มนักแสดงที่บรรดาสาวๆจดจำได้จาก แวมไพร์ ไดอารี่ ก็เป็นอีกคนที่พูดออกมาชัดๆว่า…มันจะเจ๋งมากถ้าเขาได้สวมบทบาท มิสเตอร์เกรย์

 

 

image016

อเล็กซานเดอร์ สการ์กาล์ด

จี๊ดสุดๆต้องคนนี้ “อเล็กซานเดอร์ สการ์กาล์ด” นักแสดงชาวสวีเดนที่เล่นหนังก็มาก แต่มาดังสุดๆจากซีรี่ย์เรื่อง True Blood ที่ออกมาประกาศก้องว่า เขานี่แหล่ะ…ที่เกิดมาเพื่อรับบท “คริสเตียน เกรย์”

 

 

image018

แมตต์ โบเมอร์

        นี่คือนักแสดงที่แฟนคลับหนังสือเรื่อง “50 shades of grey” โหวตกันว่าเหมาะสมจะมารับบทเป็น CEO ของ GREY Enterprise holding มากที่สุด…แต่ว่ามันก็ไม่เกิดขึ้น

 

 

image019

อเล็กซิส บลีเดล

        ไหนๆก็มี Popular Vote ฝ่ายชายแล้ว …เป็นนักแสดงหญิงที่แฟนๆหนังสือเห็นว่าเหมาะสมกับบท อนาสตาเซีย สตีล มากที่สุดคือ อเล็กซิส บลีเดล

 

ไม่ได้อย่างใจทำเองซะเลย

มีแฟนบางกลุ่มที่อินขนาดทำหนังตัวอย่างของ “50 shades of grey” ฉบับนำแสดงโดย แมตต์ โบเมอร์ และ  อเล็กซิส บลีเดล เองซะเลย ที่สำคัญคือมันมียอด View ถึง 8 ล้านวิวว์เลยทีเดียว

 


เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อยจาก “50 shades of grey”

 

image021


อี แอล เจมส์ ผู้แต่งหนังสือ “50 shades of grey” เปิดเผยว่าเขาใช้โทรศัพท์แบล็คเบอร์รี่ เขียนส่วนใหญ่ของหนังสือ และ หนังที่ดังไปทั่วโลกเรื่องนี้ ในระหว่างที่เขานั่งรถบัสไปทำงาน

image023
และไม่ต้องสงสัยหากคุณดูหนังเรื่องนี้แล้ว พระเอก กับ นางเอก จะให้อารมณ์เหมือนคู่ขวัญจากหนังไตรภาคขวัญใจสาวๆ อย่าง “Twilight”
นั่นเพราะผู้แต่งได้แรงบันดาลใจมาจาก เอ็ดเวิร์ด และ เบลล่า นั่นเอง

image025

ส่วนหนังเรื่องนี้จะสนุก ถูกใจเพื่อนๆหรือไม่… TicketTail คงไม่กล้าตัดสิน…คนที่จะตอบคำถามนี้ได้นั้น…คงมีแต่เพื่อนๆเอง

เพราะสุดท้ายแล้ว…รสนิยมของแต่ละคน…มันไม่เหมือนกัน

TKT TEAM

9 สิ่งที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน…ก่อนนอน

9 สิ่งที่คนประสบความสำเร็จเขาทำกัน…ก่อนนอน

ทุกวันนี้รอบตัวเรา เรามักจะเจอคนอยู่หลากหลายประเภท ทั้งคนดี คนไม่ดี คนล้มเหลว และ คนประสบความสำเร็จ ประเภทสุดท้ายเนี่ยมักจะโดนคนข้างๆอิจฉาตาร้อนเป็นพิเศษ เพราะไมว่าจะทำอะไร ชีวิตก็ดูดี๊ดีไปซะทุกอย่าง จนหน้าหมันไส้!! บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าคนพวกนั้นเขามีเคล็ดลับอะไร? แต่ได้ยินมาว่า พวกเขาเนี่ย “มักจะรู้จุดเริ่มต้นและจุดจบของตัวเอง” ทั้งในเรื่องความตั้งใจ ความสามารถ หรือแม้กระทั่งสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นเคล็ดลับที่อยู่ในกิจกรรมก่อนนอน และก็มีแต่คนประสบความสำเร็จในชีวิตเท่านั้น ที่จะรู้!!!


 1.อ่านก่อนนอน

 

image002
ผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องเหมือนกันว่า “การอ่านหนังสือ” เป็นสิ่งสุดท้ายก่อนนอนนั้น เป็นสิ่งที่คนประสบความสำเร็จมักจะทำกัน เพราะการอ่านหนังสือนั้น ไม่ว่าจะเป็น นิตยสาร หรือ สื่อบนโลกอินเทอร์เน็ต ล้วนทำให้คุณตื่นมาพร้อมกับข่าวสารที่คุณอ่านไปเมื่อคืน และนำมันไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากคุณจะรับข่าวสารของทั้งวันตังแต่เช้ายันดึกผ่านสายตาของคุณก่อนนอน แค่นี้ก็ทำให้คุณเหนือกว่าคนอื่นในเช้าวันถัดไปแล้ว


2.จดก่อนนอน

image004
วันพรุ่งนี้ที่คุณตื่นนอน คุณยังต้องมีอะไรทำอะไรอีกเยอะแยะ และการจดว่า “วันพรุ่งนี้ต้องทำอะไรบ้าง?” จะช่วยให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผนมากขึ้น และยังช่วยป้องกันการลืมสิ่งต่างๆที่สำคัญที่คุณจะต้องทำมันในวันรุ่งขึ้น การเสียเวลาหยิบปากกาเล็กน้อย จะทำให้คุณดำเนินชีวิตแบบรอบคอบ และไม่มีวันก้าวพลาดเหมือนคนอื่นนะค้า

 3.ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวก่อนนอน

image006
การใช้เวลาอยู่กับที่บ้าน คือ การเปิดโอกาสที่ให้ทุกคนในครอบครัวพูดคุยถึงเรื่องราวของตัวเองที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติ และมองหาข้อคิดดีๆจากเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งเรื่องราวที่ดีและร้าย เพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไข และป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เรียกได้ว่าส่งผลดีทั้งผู้เล่าและผู้ฟังนั่นเอง นอกจากนี้ยังทำให้พวกเขานอนหลับสบายอีกด้วย เพราะพวกเขาได้แบ่งปันเรื่องราวกับคนใกล้ตัวของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


4.ทบทวนก่อนนอน

 

image008
ก่อนนอน หากคุณลองมองย้อนกลับไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ โดยบันทึกในไดอารี่สัก 3 ข้อ ว่า “วันนี้คุณได้ทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง?”  และนำหลักการคิดจาก 3 ข้อนั้น มาเปรียบเทียบกับสิ่งที่คุณไม่สามารถทำให้มันสำเร็จได้ เพื่อเรียนรู้หลักการสู่ความสำเร็จ แต่ที่สำคัญกว่า คือ อารมณ์ในเชิงบวก ที่เกิดขึ้นเมื่อคุณคิดถึงความสำเร็จที่คุณทำ จะทำให้คุณนอนหลับอย่างมีความสุขและตื่นมาเจอเช้าที่สดใสกว่าใครเพื่อน


5.ทำสมาธิก่อนนอน

 

image010
การนั่งสมาธิ 10-15 นาที ก่อนอน เป็นอีกสิ่งที่ผู้คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเขาฮิตกัน (ดูจากอิคคิวซังเป็นตัวอย่าง 555) นอกจากจะช่วยทำให้สมองได้ผ่อนคลายแล้วนั้น ยังช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้ออีกด้วย และเมื่อเราสบายกาย สบายใจ เมื่อนั้นเราก็จะนอนหลับง่ายและสบายมากขึ้น


6.วางแผนก่อนนอน

 

image012
หัวข้อนี้เหมาะกับคนที่บ้างานเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งสำคัญที่คนที่ประสบความสำเร็จเล็งเห็น คือ “การพักผ่อนอย่างเพียงพอ” แล้วผู้เชี่ยวชาญยังบอกอีกว่าการนอนหลับที่เพียงพอนั้น ควรจะเป็นเวลากลางคืน เพราะสิ่งเลวร้ายที่สุดของใครอีกหลายคนที่จะทำตอนตื่นนอนนั้นก็ คือ การกดปุ่มนาฬิกาปลุกให้หยุด และอีก 5 นาที มันก็จะดังต่อ (ม่ายยย…ฆ่าฉันเถอะ)


7.ถอดปลั๊กสับสวิตซ์ก่อนนอน

 

image013
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ จะไม่คิดเรื่องงาน 1-2 ชั่วโมง ก่อนนอน เหตุผลส่วนใหญ่มาจาก เมื่อเราคิดเรื่องงานสิ่งที่ตามมาคือการอ่านอีเมล การตอบกลับอีเมล การวางแผนงาน และ บลาๆๆๆ และสิ่งเหล่านี้ก็จะกัดกินเวลานอนของคุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว (ฟังดูเหมือนเชื้อโรคอะไรสักอย่าง)คนบางคนเลยเลือกที่จะตัดขาดจากโลกการทำงาน ทันทีที่เขาปิดประตูห้องนอน


8.ชื่นชมก่อนนอน

 

image015
คนเราก็ต้องมีโมเม้นท์เข้าข้างตัวเองบ้าง อะไรบ้าง เป็นธรรมดา ไม่ผิดที่จะคิดถึงแต่สิ่งดีๆทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพราะ การที่คุณมานั่งเครียดกับสิ่งที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน มันจะทำให้คุณเครียดจนนอนไม่หลับ แล้วก็เป็นสาเหตุของการกหลับไม่สนิทเพราะความกะวนกะวายใจ และเมื่อถึงตอนเช้าคุณจะต้องเจอกับศึกหนักกับการขุนร่างไร้วิญญาณของคุณให้ลุกจากเตียงแสนนุ่มละมุน


9.ฝันถึงความสำเร็จก่อนนอน

 

image017
คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ มักจะเสียเวลา 2-3 นาทีก่อนนอน ในการวาดภาพความฝันถึง 2-3 สิ่งที่จะระสบความสำเร็จ เพื่อที่คุณจะได้ฝันหวาน หลับสนิท ชนิดที่ไม่อยากให้ใครปลุก พร้อมฟื้นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นกับหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมเผชิญความล่าช้า ที่คุณฝันไว้ว่ามันจะเกิดขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่คนฉลาด คนเก่ง หรือคนมีความสามารภ เพียงแค่อย่างเดียว แต่พวกเขาต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ควบคู่กันไปด้วย และการนอนหลับนั้นก็มีผลกับสุขภาพกายโดยตรง เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญของคนที่ประสบความสำเร็จ ก็คือ “การพักผ่อนให้เพียงพอ”

สิ่งสุดท้ายที่คุณทำก่อนนอนนั้นมักจะส่งผลต่ออารมณ์และระดับพลังงานของในวันถัดไป พูดง่ายๆคือ ถ้าคุณอยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ ถามตัวเอง

…วันนี้คุณนอนหลับเพียงพอแล้วหรือยัง?…

 

อากาศร้อน

 

Disney: Did You Know? Part 2

เรื่องจริงที่คุณคิดไม่ถึงในการ์ตูน DISNEY ภาค 2

 

กลับมาสานต่อความฟิน เอาใจติ่ง Disney อีกครั้ง กับเรื่องจริงที่คุณไม่เคยคิดหรืออาจจะไม่ได้สังเกตุ ที่จะทำให้คุณรู้สึก “ว้าว นี่เราพลาดอะไรไปเนี่ย?” เตรียมดึงลิ้นชักความทรงจำแล้วร่วมลำลึกวันวานอันแสนเยาว์วัยไปพร้อมกับเรากันเล้ยยยยย

image002 (3)

1.Ariel เป็นเจ้าหญิง Disney คนเดียว(ในยุคแรก)ที่ไม่ใส่เครื่องประดับที่ผม

image003

2. Frozen และ Maleficent เป็นการ์ตูนที่แตกต่างจากเรื่องอื่น โดยการเสนอมุมมอง “ความรักไม่ได้มาจากผู้ชายเสมอไป”

image005

3.ใน “A Goofy Movie” Roxanne ได้ทำผมเลียนแบบ Ariel

image007

4.พระราชินีในเรื่อง Sleeping Beauty ไม่เคยบอกชื่อจริงๆของเธอในหนังเลย

image008

5.ถ้า Merida ไปยืดผม ผมของเธอจะยาวถึง 4 ฟุต

image010

6.เจ้าของเสียงพากย์ Eeyore คือคนเดียวกันกับคนที่พากย์เสียง Optimus Prime

image012

7.The Power Puff Girls มีรูปแบบมาจาก นางฟ้าทั้งสาม ใน Sleeping Beauty

image014

8.ในเรื่อง “UP” มีใครสังเกตุเห็นบ้างว่า บาทหลวง และ คุณหมอ คือ คนๆเดียวกัน

image016

9.Disney กำลังจะปล่อย เจ้าหญิงองค์ใหม่ นามว่า “Moana” ในปี 2018

image018

10. Ariel คือลูกสาวของ Triton บุตรของ Poseidon น้องชายของ Zues ผู้ที่เป็นพ่อของ Hercules ดังนั้น Ariel คือลูกพี่ลูกน้องของ Hercules

image020

11.Elsa ต้นฉบับจริงๆ เป็นตัวร้าย แต่หลังจากฟังเพลง “Let It Go” ทาง Disney จึงตัดสินใจเปลี่ยน พล็อตเรื่อง

image021

12.Rapunzel เป็นเจ้าหญิง Disney ที่มีดวงตากลมโตที่สุด

image023

13. Melody คือเจ้าหญิงดิสนีย์ที่ถูกลืม

image025

14. พ่อค้าที่ขายตะเกียง ก็คือ Genie ที่แปลงกายนั่นเอง

image027

15. Scar มีอายุน้อยกว่า Mufasa แต่เขากลับมีผมสีดำ ซึ่งจริงๆแล้ว Mufasa ควรจะมีผมที่ดำกว่า

หลังจากเพื่อนๆอ่านจบแล้วหลายคนคงจะอึ้งและรำลึกบางอย่างที่อยู่ในความทรงจำวัยเด็ก แล้วพูดในใจว่า “เออ จริงวะ” ทำไมไม่เคยนึกถึง เป็นเรื่องธรรมดาคะ เพราะการ์ตูน Disney แต่ละเรื่องมักจะทำให้ผู้ชม รู้สึกเหมือนอยู่ในภวังค์และสนุกไปกับมัน จนลืมรายละเอียดเล็กน้อยบางอย่าง แต่ถ้าบางคนยังไม่สะใจ ไปค้นแผ่นกลับมาเปิด เพื่อรำลึกความสนุกในวันวานอีกครั้งก็ไม่เลวนะคะ
อากาศร้อน

 

คลิกอ่าน: ภาคแรก

Disney…Did You know?

รื่องจริงที่คุณคิดไม่ถึงในการ์ตูน DISNEY ภาค 1

 

ตอนเด็กใครไม่ดูการ์ตูนนี้ว่าแปลก…แต่ถ้าใครไม่เคยดูการ์ตูน Disney นี้แปลกกว่า เพราะการ์ตูนสังกัดนี้เขาดังถล่มทลายจริงๆ ทำเอาเด็กๆติดกันงอมแงม ทั้งเนื้อเรื่องสนุก ตัวการ์ตูนน่ารัก ในเพลงจะเพราะอีก เรียกว่าเติมเต็มจินตนาการและความฝันให้เด็กสุด …เจ้าหญิงคู่เจ้าชาย เจ้าชายคู่เจ้าหญิง…อย่างนี้ท้างงวัน จะว่าไป เพื่อนลองคิดดูสิ แปลกมั้ย? “การ์ตูนดิสนีย์ ยิ่งเก่า ยิ่งมีค่า” หรือคนเราจะโหยหาอดีต ถ้าอย่างงั้นเราไปรำลึกความทรงจำกันหน่อยมั้ย? ยังจำกันได้อยู่รึป่าววว?

image001

1.   Frozen เป็นภาพยนตร์ Disney เรื่องแรก ที่สอนให้ผู้หญิงแก้ปัญหาด้วยตนเอง

“ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ชายปกป้องดูแลเสมอ”

image003

2.   Aurora เป็นเจ้าหญิงใน Disney คนเดียวที่มีดวงตาสีม่วง

image005

3.   และ Aurora ยังเป็นเจ้าหญิงคนสุดท้ายที่ Disney สร้าง ก่อนจะเปลี่ยนเป็น “Walt Disney”

image007
4.   Mulan คือ เจ้าหญิงใน Disney คนที่สอง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหิมะ ถัดจาก Belle

image009

5.   Pocahontas เป็นเรื่องเดียวใน Disney ที่ไม่ได้จบแบบ แฮปปี้เอนดิ้ง

 image010
6.   ในเรื่อง Frozen ฉากนี้ Anna ยืนข้างๆโต๊ะที่เต็มไปด้วย Candies จากเรื่อง “Wrack-It-Ralph”
 image012

7.   ในเรื่อง Cars ในฉากที่กำลังเข้าพิท หากสังเกตดีๆจะเห็น Wall-E วิ่งตัดอยู่ด้านหลัง

image014

8.  ในเรื่อง Toy Story จะพบว่าตัวละครทุกตัวกระพริบตาได้ข้างเดียว

image016
9. Jasmine คือเจ้าหญิงใน Disney คนเดียว ที่จูบกับตัวร้าย

image018

10. ชายหญิงที่พากย์เสียงต้นตำรับของ Mickey และ Minnie ชีวิตจริงทั้งคู่ได้แต่งงานกัน

image019

11. Boo’s มีชื่อจริงว่า Mary ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นบนหัวกระดาษที่เธอเขียนไว้ด้วยลายมือของเธอเอง

image023
12. ในเรื่อง Toy Story 2 หากมองดีๆจะพบว่า หนังสือ ที่ Mrs.Potato Head อ่านอยู่นั้น คือหนังสือที่เล่าเรื่องชีวิตของ “A Bug Life”

image021

13. ทุกครั้งที่ Aladdin โกหก ขนนกของเขาจะม้วนงอลงมาที่หน้าของเขา


อากาศร้อน

โรงเรียนอนุบาลที่เจ๋งที่สุดใน 3 โลก

โรงเรียนอนุบาลที่เจ๋งที่สุดใน 3 โลก

มี TED Talk คลิปหนึ่ง ที่กำลังเป็นที่ฮือฮามากอยู่ในขณะนี้

คลิปนี้เป็นการพูด ของ “ทาคาฮารุ เทซึกะ” สถาปนิกชาวญี่ปุ่นบนเวที TED Kyoto ครับ

โดย ทาคาฮารุ ได้เล่าให้ฟังถึงแนวคิดการออกแบบโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ที่สร้างขึ้นในโตเกียวเมื่อปี 2007

image002

“ทาคาฮารุ เทซึกะ” เล่าได้อย่าง…น่ารัก และ น่าสนใจอย่างมาก

สำหรับเพื่อนๆที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ

TKT และ เกิน 8 บรรทัด ขออนุญาตสรุปสาระที่ คุณทาคาฮารุ  ถ่ายทอดให้ฟังแบบง่ายๆ…ดังนี้
ทาคาฮารุ บอกว่า แนวคิดหลักที่เขาใช้ในการออกแบบโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ มีอยู่ 3 ข้อ

คือ

1. Circle กลมๆ

2. No Boundaries No control ไม่มีขอบเขต

3. Some amount of Danger  มีอันตรายบ้าง




1.“Circle”

ข้อแรกนี้ ทาคาฮารุ อธิบายว่าถ้าใครมีลูกจะต้องรู้ว่า

เด็กวัยนี้ชอบวิ่งวนไปวนมาเป็นวงกลม

 

วิ่งวนรอบตัวพ่อแม่บ้าง… วิ่งวนรอบโต๊ะบ้าง… วิ่งวนรอบตัวเองบ้าง…

เพราะฉะนั้น ทาคาฮารุ  เลยสร้างอาคารเรียนให้เป็นทรงกึ่งกลมกึ่งรีซะเลย

เพื่อให้ลูกลิงเล็กๆเหล่านี้วิ่งกันให้หนำใจ

image004

โดยเฉพาะชั้นสอง หลังคาที่เป็นเสมือนลู่วิ่งในสนามกีฬา

จะมีเด็กๆในโรงเรียนนี้วิ่งไล่กวดกันอยู่บนนั้นตลอดเวลา

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลย

ที่นักเรียนที่นี่ จะมีระยะทางการวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 4 กิโลเมตร ต่อวัน

มากที่สุดถ้าเทียบกับโรงเรียนอนุบาลอื่นๆ

ซึ่งแน่นอนว่าการวิ่งเยอะขนาดนี้นั้น…ย่อมนำมาซึ่งสุขภาพที่แข็งแรงด้วย

image006



2. “No Boundaries … No control”


จากรูปจะสังเกตได้ว่าโรงเรียนแห่งนี้จะไม่มีการแบ่งเขตที่ชัดเจนระหว่าง
Indoor กับ Outdoor

แต่กลับผสานกันอย่างแยกไม่ออก

image008

นั่นเพราะครูใหญ่ และ ทาคาฮารุ เชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างมาให้ทนแดด ทนน้ำ

ผู้ใหญ่สุขภาพดีมากมาย ที่ออกไปเล่นสกี ปีนเขาในอุณหภูมิที่ติดลบ

ขณะที่อีกมากมายออกไปเล่นเซิร์ฟตัวเปียกๆ หรือเล่นกีฬากลางแดดจัดๆ ร้อนๆ

ก็ในเมื่อผู้ใหญ่ยังทำได้…แล้วเราจะไปห้ามเด็กๆทำไม

อาจจะไม่ต้อง Extreme เท่าผู้ใหญ่ …แต่ให้มีบ้างตามธรรมชาติ

การเอากำแพงกั้นระหว่าง Indoor กับ Outdoor ออก

ทำให้เด็กๆเหล่านี้วิ่งออกมารับแดด รับฝนกลางแจ้งได้ง่ายขึ้น

ซึ่งนอกจากจะไร้ ขอบเขตระหว่างกลางแจ้ง กับ ในร่มแล้ว

ห้องเรียนของโรงเรียนอนุบาลแห่งนี้ยังไม่มี Boundaries อีกด้วย

 

image010
ทาคาฮารุ บอกว่าการที่เอาเด็กวัยนี้ไปใส่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆนั้นอาจทำให้เด็กบางคนประหม่า อึดอัด หรือกระวนกระวายได้

ในขณะที่คุณครูใหญ่ของโรงเรียนนี้

(จากการบอกเล่าของ ทาคาฮารุ )

ให้นโยบายว่า…หากมีเด็กคนไหนที่เรียนๆอยู่แล้วอยากเดินออกจากห้อง

ก็ให้ปล่อยเค้าไป…อย่าไปห้ามเค้า

เพราะว่าสุดท้ายแล้วเจ้าเด็กคนนั้นก็ต้องเดินกลับมาอยู่ดี…เพราะอาคารเป็นวงกลม (ฮา)

ส่วนประโยชน์ข้อสุดท้ายจากโครงสร้างของโรงเรียนที่ปราศจากขอบเขต

คือ ...“เสียง” … ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญกับเด็กๆ

ทาคาฮารุ อธิบายว่าเป็นที่รู้กันดีว่าเด็กหลับได้ดีกว่าเมื่อมีเสียง

หลักฐานง่ายๆคือถ้าเงียบแล้วหลับ เราจะร้องเพลงกล่อมเด็กกันทำไม (ผู้ถอดความ)
เขายังเล่าต่อว่า หากผู้ใหญ่หลายคนสามารถจีบ

และ พูดคุยกันได้อย่างมีสมาธิสุดๆ ในผับบาร์ที่เสียงดัง


เด็กที่โรงเรียนแห่งนี้ก็แสดงให้เห็นเช่นกันว่า
เสียงดัง ไม่เป็นปัญหา แต่กลับช่วยสมาธิของพวกเขา

 

เหมือนดังครั้งหนึ่ง…ที่บรรพบุรุษของเราเคยเติบโตในป่าที่เต็มไปด้วยเสียงต่างๆมากมาย

 

image012



3. Some amount of Danger

ทาคาฮารุ ไม่ต้องการให้โรงเรียนนี้ปลอดภัยไปซะหมด

เขาออกแบบให้ มีเชือก…มีต้นไม้ให้เด็กๆได้ปีนป่าย

มีพื้นต่างระดับ…ที่ไม่สูงมากนักให้เด็กๆ ได้โดดขึ้นลง

มีชั้นแคบๆ เหมือนอุโมงค์ให้เด็กๆได้มุด ให้หัวโขกบ้าง

image014
อาจมีเจ็บตัวบ้าง เล็กๆน้อยๆ  แต่พวกเขาก็ได้เรียนรู้ไปด้วยเช่นกัน

เขาชื่อว่า การมีอันตรายบ้างเล็กน้อยๆในระดับที่พอเหมาะ
จะช่วยให้เด็กๆ เติบโตและเรียนรู้


และที่สำคัญที่สุด มันสอนให้พวกเขารู้จักช่วยเหลือกันและกันเพื่อที่จะเอาชนะอันตรายเหล่านั้น

ซึ่งนี่คือคุณสมบัติที่ผู้ใหญ่บางคนในสังคมปัจจุบันไม่มี

image016

image018
สวยงามมั้ยเอ่ย…ภาพเด็กๆ ช่วยเหลือกันและกัน เพื่อเอาชนะอุปสรรคต่างๆ

แต่ที่สวยงามไม่แพ้กัน คือคำพูดของ  “ทาคาฮารุ เทซึกะ”

ที่ปิดท้าย Presentation ของเขาในครั้งนี้อย่างกินใจว่า

 

“My point is ….do NOT control them, do NOT protect them too much.

They need to stumble sometimes.

They need to get some injuries.

And that make them learn how to live in this world”


ประเด็นสำคัญสำหรับผมคือ อย่าควบคุมพวกเขา อย่าปกป้องทนุถนอมพวกเขาเกินไป

พวกเขาจำเป็นที่จะต้องสะดุด และ ล้มลง เพื่อให้ได้แผลบ้าง

ซึ่งนั่นแหล่ะจะทำให้พวกเขาเรียนรู้วิธีที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้

และนั่นแหล่ะคือโรงเรียนอนุบาลของ “ทาคาฮารุ เทซึกะ”

 

image020

ชมคลิปพรีเซนเทชั่นของ  “ทาคาฮารุ เทซึกะ” สถาปนิกชาวญี่ปุ่นบนเวที TED Kyoto ได้ที่ VDO ข้างล่าง

[iframe id=”https://www.youtube.com/embed/J5jwEyDaR-0″]

ผู้ถอดความ และ TicketTail ขอขอบคุณข้อมูล ภาพประกอบจาก Youtube และ TedTalk
ดูความรู้เจ๋งๆอื่นๆ ได้ที่ https://www.ted.com/talks

About Author : Content Planer และ กรรมกรคอนเทนต์ ที่ชอบฝืน ดื้อเขียนเกิน 8 บรรทัด เข้ารวมทีม TKT เพราะเชื่อมั่นในเป้าหมายของ Co-Founders ที่อยากทำให้ tickettail.com เป็นมากกว่าแค่เว็บไซต์รวบรวม EVENTs แต่เป็นหางตั๋วที่นำ Users ทุกคนไปสู่ประสบการณ์มันส์ๆในชีวิต

โรงเรียนอนุบาลที่เจ๋งที่สุดใน 3 โลก